มรดกคืออะไร และใครคือทายาท?
![]() |
| กฎหมายมรดก |
มรดกคืออะไร และใครคือทายาท?
มรดก คือทรัพย์สิน สิทธิ และหน้าที่ความรับผิดที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะเสียชีวิต ยกเว้นสิ่งที่กฎหมายกำหนดว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวอย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อบุคคลใดถึงแก่ความตาย มรดกจะตกทอดแก่ทายาท โดยอัตโนมัติภายใต้กรอบของกฎหมายพินัยกรรม สามารถใช้เพื่อจำหน่ายทรัพย์สินและตัดสิทธิทายาทโดยธรรมได้ หากพินัยกรรมนั้นถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด ทายาทจะถูกจำกัดด้วยกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น ทายาทโดยธรรมหกลำดับ พร้อมด้วยคู่สมรสที่มีสิทธิรับมรดก ทายาทไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบในหนี้สินเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับไป และหากไม่มีทายาทตามกฎหมาย ทรัพย์สินจะตกเป็นของแผ่นดิน
กฎหมายมรดกเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน แต่ก็มักจะเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคและหลักการที่ซับซ้อน บทความฉบับนี้จะช่วยย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนเหล่านั้นให้เข้าใจง่าย โดยมุ่งตอบสองคำถามสำคัญที่เป็นหัวใจของเรื่องนี้คือ "อะไรคือมรดก" และ "ใครคือทายาทตามกฎหมาย" เพื่อสร้างความเข้าใจ
1."มรดก": ไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน คืออะไรบ้าง?
เมื่อบุคคลหนึ่งเสียชีวิต สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลังจะถูกเรียกรวมกันว่า "กองมรดก" ซึ่งตามกฎหมายแล้ว เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มรดกของบุคคลนั้นจะตกทอดแก่ทายาทโดยอัตโนมัติ เหมือนสายน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใดฉันนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๐๐ "กองมรดก" ของผู้ตายประกอบด้วยทรัพย์สินทุกชนิด: คือวัตถุมีรูปร่างและไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินสด
สิทธิ: สิทธิต่างๆ ที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนเสียชีวิต เช่น สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ สิทธิตามสัญญาเช่า หรือสิทธิในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ต่างๆ
หน้าที่และความรับผิด: ภาระผูกพันที่ผู้ตายยังคงค้างชำระอยู่ เช่น หนี้สินเงินกู้ ภาระค้ำประกัน หรือหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา
สิทธิ: สิทธิต่างๆ ที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนเสียชีวิต เช่น สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ สิทธิตามสัญญาเช่า หรือสิทธิในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ต่างๆ
หน้าที่และความรับผิด: ภาระผูกพันที่ผู้ตายยังคงค้างชำระอยู่ เช่น หนี้สินเงินกู้ ภาระค้ำประกัน หรือหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามสัญญา
2.อะไรที่ไม่ใช่มรดก?
ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายจะถือเป็นมรดกเสมอไป โดยมีหลักการสำคัญที่ต้องพิจารณา 2 ข้อดังนี้ต้องมีอยู่ก่อนหรือขณะตาย: ทรัพย์สินหรือสิทธินั้นจะต้องมีอยู่ ก่อนหรือขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น "เนื่องจาก" ความตาย จะไม่นับเป็นมรดก
ตัวอย่างที่ชัดเจน: เงินประกันชีวิต ที่บริษัทประกันจ่ายให้ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ เงินจำนวนนี้เกิดขึ้นเพราะความตายของผู้เอาประกัน จึงไม่ถือเป็นทรัพย์มรดกและไม่ต้องนำมาแบ่งให้แก่ทายาทคนอื่นๆ (นอกเหนือจากผู้รับประโยชน์ที่ระบุไว้)ต้องไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว: สิทธิหรือหน้าที่บางอย่างที่กฎหมายถือว่า "เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้" จะสิ้นสุดลงเมื่อบุคคลนั้นเสียชีวิตและไม่ตกทอดเป็นมรดก
หลายคนกังวลว่าหากได้รับมรดกแล้วจะต้องรับผิดชอบหนี้สินของผู้ตายจนหมดตัว แต่กฎหมายได้ให้ความคุ้มครองไว้ในมาตรา ๑๖๐๑ อย่างชัดเจนว่า "ทายาทไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดมาถึงตน" หมายความว่า หากผู้ตายมีหนี้ 1 ล้านบาท แต่ทิ้งมรดกไว้ให้เพียง 5 แสนบาท ทายาทจะรับผิดชอบชดใช้หนี้สินนั้นเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น ไม่ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวของตนไปชำระหนี้ส่วนที่เหลือเมื่อเราเข้าใจแล้วว่ากองมรดกประกอบด้วยอะไรบ้าง คำถามต่อไปคือ แล้วใครกันที่จะมีสิทธิได้รับมรดกเหล่านั้น? เรามาทำความรู้จักกับ "ทายาท" กันต่อ
3. รู้จัก "ทายาท": ผู้มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย
ไม่ใช่ทุกคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ตายจะมีสิทธิในกองมรดกเสมอไป การเป็น "ทายาท" ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้นคำว่า "ทายาท" ในทางกฎหมายนั้นอ้างอิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น ไม่ใช่ความสัมพันธ์ตามความรู้สึก ความผูกพัน หรือการใช้ชีวิตร่วมกันตามพฤตินัย หากบุคคลใดไม่ใช่ทายาทตามที่กฎหมายระบุไว้ ก็จะไม่มีสิทธิได้รับมรดกเลย และในกรณีที่ไล่ตามลำดับชั้นไปจนสุดแล้วยังไม่มีญาติที่ชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นของแผ่นดินในที่สุด
4. กฎหมายแบ่งทายาทออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งมีที่มาและสิทธิแตกต่างกันอย่างชัดเจน
📌ทายาทโดยธรรม
กฎหมายได้จัดลำดับทายาทที่เป็นญาติไว้อย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการแบ่งมรดก โดยใช้หลักการง่ายๆ คือ "ญาติสนิทมีสิทธิก่อนญาติห่าง" ทายาทโดยธรรมที่เป็นญาติมีทั้งหมด 6 ลำดับ โดยทายาทในลำดับก่อนหน้าย่อมมีสิทธิได้รับมรดกก่อนทายาทในลำดับถัดไป หรือที่เรียกกันว่า "เมื่อมีทายาทลำดับก่อน ทายาทลำดับหลังจะถูกตัดออกไป"
ตามมาตรา ๑๖๒๙ ได้กำหนดลำดับของทายาทโดยธรรมไว้ดังนี้:
1.ผู้สืบสันดาน (เช่น ลูก, หลาน) โดยหลักแล้ว หลานจะได้รับมรดกก็ต่อเมื่อบิดาหรือมารดาของตน (ซึ่งเป็นลูกของเจ้ามรดก) ได้เสียชีวิตไปก่อนแล้ว2.บิดามารดา
3.พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4.พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
5.ปู่ ย่า ตา ยาย
6.ลุง ป้า น้า อา
💗บุคคลพิเศษ: คู่สมรส
"คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่" ถือเป็นทายาทโดยธรรมเช่นกัน แต่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในลำดับ 1-6 ข้างต้น โดยส่วนแบ่งมรดกของคู่สมรสจะขึ้นอยู่กับว่ามีทายาทโดยธรรมลำดับใดรับมรดกอยู่ด้วย (เช่น รับร่วมกับลูก หรือรับร่วมกับบิดามารดาของผู้ตาย) ตามเงื่อนไขในมาตรา ๑๖๓๕📌ผู้รับพินัยกรรม
เป็นบุคคลใดก็ได้ที่เจ้ามรดกระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นญาติหรือมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด📙อำนาจของพินัยกรรม
"พินัยกรรม" ที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก และมีอำนาจเหนือกว่าสิทธิของทายาทโดยธรรมเสมอ ที่เป็นเช่นนี้เพราะกฎหมายให้ความสำคัญกับการแสดงเจตนาของเจ้าของทรัพย์สินในการจัดการทรัพย์สินของตนเอง ดังนั้น ทายาทโดยธรรมจึงไม่สามารถโต้แย้งสิทธิของผู้รับพินัยกรรมได้ หากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง จะถือเป็นการ "ตัดทายาทโดยปริยาย" ทำให้ทายาทโดยธรรมคนอื่นๆ หมดสิทธิในมรดกนั้นไปโดยสิ้นเชิงหมายเหตุ: หากพินัยกรรมฉบับนั้นเกิดเป็นโมฆะ (เสียเปล่า) เช่น ทำผิดแบบที่กฎหมายกำหนด หรือผู้ทำพินัยกรรมไม่มีสติสัมปชัญญะในขณะที่ทำ ทรัพย์สินตามพินัยกรรมนั้นจะกลับคืนสู่กองมรดก และตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับต่อไป
หลักที่ต้องจำเกี่ยวกับมรดก
1: มรดกมาพร้อมหนี้สิน แต่รับผิดไม่เกินที่ได้ ทายาทจะได้รับทั้งทรัพย์สิน สิทธิ และหน้าที่ (หนี้สิน) ของผู้ตาย แต่กฎหมายคุ้มครองโดยกำหนดให้ทายาทรับผิดชอบหนี้สินนั้นไม่เกินกว่ามูลค่าของทรัพย์มรดกที่ตนได้รับมา2: พินัยกรรมสำคัญที่สุด เจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดกที่แสดงออกผ่านพินัยกรรมที่สมบูรณ์และถูกต้องตามกฎหมาย จะมีผลบังคับก่อนสิทธิของทายาทโดยธรรม (ญาติ) เสมอ
3: ญาติมีลำดับชั้น ไม่ใช่ญาติทุกคนจะมีสิทธิรับมรดกพร้อมกัน กฎหมายได้จัดลำดับชั้นของ "ทายาทโดยธรรม" ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งลำดับที่สนิทกว่าย่อมมีสิทธิก่อนลำดับที่ห่างออกไป

แสดงความคิดเห็น