เรื่องจริง! ของ‘สัญญา’ รู้ไว้ก่อนจะตกลงอะไรกับใคร

The matter of contract

สัญญา เรื่องใกล้ตัวที่ซับซ้อนกว่าที่คิด!

ในชีวิตประจำวัน เราต่างต้องทำข้อตกลงมากมาย ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการยืมของเพื่อน ไปจนถึงเรื่องสำคัญทางธุรกิจอย่างการเซ็นสัญญาจ้างงาน เรามักคิดว่า "สัญญา" จะต้องเป็นเอกสารที่มีลายลักษณ์อักษรและมีรายละเอียดซับซ้อนเท่านั้น

แต่เบื้องหลังข้อตกลงง่ายๆ เหล่านั้น มีหลักการทางกฎหมายที่น่าสนใจและอาจไม่เป็นไปอย่างที่เราเข้าใจเสมอไป เบื้องหลังกฎเกณฑ์เหล่านี้มีหลักการสำคัญเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการบรรจบกันอย่างสมบูรณ์ของ ‘เจตนา’ (Intention) ของทั้งสองฝ่าย บทความนี้จะเปิดเผยมุมมองที่น่าประหลาดใจเกี่ยวกับ "สัญญา" 5 หัวข้อซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าความเข้าใจเรื่องเจตนานี้สามารถคลาดเคลื่อนได้ง่ายเพียงใด

1. สัญญาปากเปล่า: มีผลจริง แต่ต้องระวัง

หลายคนเชื่อว่าสัญญาจะต้องทำเป็นกระดาษเท่านั้น แต่ความจริงแล้วตามหลักกฎหมาย การตกลงด้วยวาจาก็ถือเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันได้เช่นกัน "แม้ตกลงกันแค่คำพูดปากเปล่าไม่มีกระดาษสักแผ่นก็เป็นสัญญาได้"

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สัญญาปากเปล่าจะมีผลทางกฎหมาย แต่ปัญหาสำคัญที่สุดคือ "การพิสูจน์" เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น การหาหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน เงื่อนไขและข้อตกลงที่แท้จริง ของสัญญานั้นเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ดังนั้น การมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนจึงเป็นการป้องกันผลประโยชน์ของตัวเองที่ดีที่สุดเสมอ

2. ตอบตกลง...แต่ช้าไป: อาจไม่ใช่การสนองรับ แต่คือการ "เสนอใหม่"

นี่คือหนึ่งในหลักกฎหมายที่คนมักเข้าใจผิดมากที่สุด หากมีคนยื่นข้อเสนอให้คุณและกำหนดเวลาในการตอบกลับ แต่คุณตอบตกลงหลังจากเวลาที่กำหนดสิ้นสุดลง การตอบตกลงของคุณจะไม่มีผลเป็นการยอมรับข้อเสนอนั้นอีกต่อไป

เหตุผลก็เพราะกรอบเวลาที่ ‘การแสดงเจตนา’ ของผู้เสนอจะผูกพันตัวเองนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว กฎหมายจึงไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าเจตนาเดิมของผู้เสนอยังคงอยู่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 359 วรรคหนึ่ง ได้วางหลักไว้ชัดเจนว่า การตอบรับที่มาถึงช้าเกินไป จะถูกเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็น "คำเสนอ" ขึ้นมาใหม่ทันที

ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. ส่งอีเมลเสนอขายรถให้นาย ข. ในราคา 500,000 บาท โดยกำหนดให้ตอบกลับภายใน 7 วัน แต่นาย ข. เพิ่งมาเปิดอ่านและตอบตกลงในวันที่ 8 ในทางกฎหมาย คำตอบของนาย ข. ไม่ใช่การ "สนองรับ" ข้อเสนอขาย แต่กลายเป็นการ "เสนอซื้อ" รถในราคาดังกล่าว ซึ่งนาย ก. จะรับหรือไม่รับข้อเสนอใหม่นี้ก็ได้

3. ตอบตกลง...แต่มีเงื่อนไขเพิ่ม: เท่ากับ "ปฏิเสธ" ทันที

นี่คือหลุมพรางสำคัญในการเจรจาที่สามารถทำลายข้อตกลงดีๆ ได้ในทันที สิ่งที่คุณคิดว่าเป็นแค่การตอบตกลงแบบ ‘ใช่, และขอเพิ่ม...’ ในสายตาของกฎหมายกลับกลายเป็นการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

เช่นเดียวกับการตอบรับที่มาถึงช้าเกินไป การตอบรับที่มาพร้อมเงื่อนไขใหม่ก็ทำให้การยอมรับนั้นสิ้นผลเช่นกัน ทั้งสองกรณีอยู่ภายใต้หลักการเดียวกันในมาตรา 359 นั่นคือการเบี่ยงเบนไปจากคำเสนอเดิมถือเป็นการทำลายสายโซ่แห่งความตกลงใจ หลักการนี้สำคัญถึงขนาดที่กฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การสนองรับที่มี ‘ข้อความเพิ่มเติม มีข้อจำกัด หรือมีข้อแก้ไขอย่างอื่นประกอบ’ ไม่ใช่การสนองยอมรับ แต่เป็นการปฏิเสธและยื่นข้อเสนอใหม่ในคราวเดียวกัน

ตัวอย่างเช่น มีคนเสนอขายบ้านให้คุณในราคา 3 ล้านบาท แล้วคุณตอบกลับไปว่า "ตกลงในราคานี้ แต่คุณต้องแถมเฟอร์นิเจอร์ให้ด้วย" ทันทีที่คุณเพิ่มเงื่อนไขเข้าไป ข้อเสนอมูลค่า 3 ล้านบาทเดิมนั้นถือว่าสิ้นสุดลงในทางกฎหมาย มันถูกยกออกจากโต๊ะเจรจาไปตลอดกาล เว้นแต่ผู้ขายจะตัดสินใจยื่นข้อเสนอนั้นกลับมาใหม่ คุณไม่สามารถกลับไปยอมรับข้อเสนอเดิมได้ฝ่ายเดียวอีก

4. สัญญายาวเป็นร้อยหน้า อาจไม่ดีกว่าสัญญาไม่กี่บรรทัด

เรามักจะรู้สึกว่าสัญญาที่ยาวและเต็มไปด้วยศัพท์กฎหมายดูน่าเชื่อถือและรัดกุมกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณค่าของสัญญาไม่ได้วัดกันที่ความยาวหรือความซับซ้อนของเอกสารเลย

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "สาระสำคัญของเนื้อหาหรือเจตนาของคู่สัญญา" ว่าสามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมายหรือไม่ ดันนั้น "สัญญาที่เป็นลายลักษ์อักษรเป็นกี่สิบกี่ร้อยหน้าก็ตามหรือเพียงไม่กี่บรรทัดผลหรือค่าอาจจะเท่ากันก็ได้" หัวใจสำคัญคือข้อตกลงนั้นชัดเจนและไม่ขัดต่อกฎหมาย ดังนั้น หากเป็นเรื่องสำคัญ การปรึกษาผู้รู้ด้านกฎหมายเพื่อทบทวนเนื้อหาก่อนลงนามจึงเป็นสิ่งที่ควรทำเสมอ

5. เมื่อคำตอบรับมาถึงช้า (แต่ไม่ใช่ความผิดเรา): ความเงียบของผู้เสนออาจหมายถึง "ยอมสนองรับ"

ในขณะที่การตอบรับล่าช้ามักจะทำให้ข้อตกลงสิ้นสุดลง แต่กฎหมายก็ได้สร้างข้อยกเว้นอันน่าทึ่งไว้เพื่อคุ้มครองผู้ที่กระทำการโดยสุจริต ในสถานการณ์ที่หาได้ยากนี้ ภาระในการดำเนินการจะเปลี่ยนไปอยู่ที่ฝั่งผู้เสนออย่างสิ้นเชิง และความเงียบของพวกเขาก็อาจกลายเป็นการยอมรับสัญญาโดยไม่คาดคิด

สถานการณ์พิเศษนี้คือ กรณีที่คำตอบรับถูกส่งออกไปในเวลาที่เหมาะสม (เช่น ส่งไปรษณีย์ก่อนวันครบกำหนด) แต่กลับไปถึงผู้เสนอช้ากว่ากำหนดด้วยเหตุสุดวิสัย (เช่น ไปรษณีย์ล่าช้าเอง) ในกรณีพิเศษนี้ กฎหมายจะถือว่าคำตอบรับนั้น มาถึงตรงตามเวลา

ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ หากผู้เสนอเห็นว่าคำตอบรับมาถึงช้าและไม่ต้องการทำสัญญาอีกต่อไป เขา "ต้องรีบแจ้งกลับไปทันที" ว่าคำตอบรับนั้นมาถึงช้าเกินไป หากผู้เสนอเลือกที่จะเงียบ กฎหมายจะถือว่าสัญญานั้นเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับเจตนาและการกระทำโดยสุจริตของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย

สรุป: "เจตนา" คือหัวใจของทุกสัญญา

สิ่งที่น่าประหลาดใจทั้ง 5 ข้อนี้สอนให้เรารู้ว่า แก่นแท้ของการทำสัญญาไม่ใช่แค่รูปแบบหรือเอกสาร แต่คือความชัดเจนในการสื่อสารและ "เจตนาที่ตรงกัน" ของทุกฝ่าย ตั้งแต่การเสนอ การสองยอมรับ ไปจนถึงเงื่อนไขต่างๆ ล้วนต้องอาศัยความเข้าใจที่แม่นยำเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการตกลงด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร ลองหยุดและถามตัวเองว่า ‘ถ้อยคำของเราสะท้อนเจตนาที่แท้จริงได้แม่นยำแล้วหรือยัง และเราแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้?’

แสดงความคิดเห็น

To Top
ริบบิ้นไว้อาลัยสีดำ