ลูกหนี้ร่วม สิทธิและหน้าที่ที่ควรทราบ


ความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นของหนี้ร่วม 

หนี้ร่วม – สิทธิและหน้าที่ที่ควรทราบ

หนี้ร่วม (Joint Debt) เป็นรูปแบบความผูกพันทางกฎหมายที่เกิดขึ้นเมื่อมีบุคคลหลายคนยอมตนผูกพันเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับคู่สัญญาและเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการชำระหนี้ให้กับฝ่ายเจ้าหนี้ หนี้ร่วมสามารถเกิดขึ้นได้จากความสมัครใจโดยผ่านสัญญา หรืออาจเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายแม้ว่าจะไม่ได้สมัครใจก็ตาม แต่ผลทางกฎหมายที่ตามมาก็คือการต้องผูกพันรับผิดชอบเช่นเดียวกัน

คุณอาจคิดว่าการเซ็นชื่อในฐานะ 'ผู้กู้ร่วม' กับคนใกล้ชิดเพื่อซื้อบ้านหรือรถยนต์เป็นแค่พิธีการที่ช่วยให้สินเชื่ออนุมัติง่ายขึ้น แต่เบื้องหลังลายเซ็นนั้นมีความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ซับซ้อนและหนักหน่วงกว่าที่หลายคนคาดคิด เคยสงสัยหรือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากวันหนึ่งสถานการณ์ทางการเงินเปลี่ยนไป และผู้ที่ร่วมรับผิดชอบกับเราไม่สามารถชำระหนี้ในส่วนของตนเองได้? ความสัมพันธ์ที่เคยดีอาจสั่นคลอน และภาระหนี้ทั้งหมดอาจตกมาอยู่ที่คุณเพียงคนเดียว บทความนี้จะเปิดเผย ๕ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ “หนี้ร่วม” ที่จะทำให้คุณเข้าใจถึงความเสี่ยงและสิทธิที่แท้จริง ก่อนที่จะตัดสินใจลงนามในสัญญาใดๆ ร่วมกับผู้อื่น

๑. เจ้าหนี้เลือกทวงใครก็ได้: อำนาจเด็ดขาดในมือเจ้าหนี้

หลักการข้อแรกที่สำคัญที่สุดและอาจน่าประหลาดใจที่สุดของหนี้ร่วม คืออำนาจของเจ้าหนี้ในการเลือกทวงถามหนี้ หลักการนี้มีรากฐานมาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหนี้อย่างเต็มที่ในการเรียกให้ลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งชำระหนี้ทั้งหมด หรือเพียงบางส่วนก็ได้ตามที่เจ้าหนี้ต้องการ

ประเด็นสำคัญคือ ลูกหนี้คนที่ถูกทวงถามไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือโต้แย้งโดยอ้างว่าให้ไปทวงถามจากลูกหนี้ร่วมคนอื่นก่อน แม้ว่าคนอื่นนั้นจะได้รับประโยชน์จากเงินกู้มากกว่า หรือมีฐานะทางการเงินที่ดีกว่าก็ตาม นี่คือกลไกที่กฎหมายสร้างขึ้นเพื่อคุ้มครองและอำนวยความสะดวกให้แก่เจ้าหนี้

แต่ในทางกลับกัน มันคือความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่สำหรับลูกหนี้ร่วมทุกคน เพราะคุณอาจกลายเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบหนี้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวได้ทุกเมื่อ

๒. หนึ่งคนจ่าย...ทุกคนได้ประโยชน์: พลังของการชำระหนี้

แม้ว่าเจ้าหนี้จะมีอำนาจเลือกทวงถามจากใครก็ได้ แต่เมื่อมีการชำระหนี้เกิดขึ้น การชำระนั้นจะส่งผลดีต่อลูกหนี้ร่วมทุกคน หลักการคือ เมื่อลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งได้ชำระหนี้ไปแล้ว ไม่ว่าจะบางส่วนหรือทั้งหมด ยอดหนี้ที่ชำระไปนั้นจะถือว่าเป็นการลดภาระหนี้โดยรวมของทุกคน

ตัวอย่างเช่น นาย ก, ข, และ ค เป็นหนี้ร่วมกัน ๙๐,๐๐๐ บาท ต่อมานาย ก ได้ชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไป ๓๐,๐๐๐ บาท ยอดหนี้คงค้างที่นาย ข และ ค ต้องร่วมกันรับผิดชอบจะลดลงเหลือเพียง ๖๐,๐๐๐ บาททันที

หลักการนี้สะท้อนถึงแก่นแท้ของความเป็น "หนี้ร่วม" อย่างแท้จริง กล่าวคือ ภาระหนี้เป็นของทุกคน และการกระทำของคนหนึ่งในการลดภาระนั้น ย่อมส่งผลประโยชน์ถึงทุกคนในกลุ่ม

๓. รับผิดชอบ "ส่วนเท่ากัน"...จนกว่าจะมีคนจ่ายไม่ไหว

ในความสัมพันธ์ระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันเอง กฎหมายได้กำหนดหลักการพื้นฐานไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๖ ว่า โดยปกติแล้วให้ถือว่าลูกหนี้ร่วมแต่ละคนต้องรับผิดในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน เว้นแต่จะมีการตกลงกันเป็นอย่างอื่นในสัญญา

แต่จุดที่น่าสนใจและเป็นความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่คือ หากมีลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถชำระหนี้ในส่วนของตนได้ (เช่น ล้มละลายหรือไม่มีทรัพย์สิน) ส่วนที่ขาดไปนั้นจะไม่ได้หายไปไหน แต่จะถูกนำมาเฉลี่ยให้ลูกหนี้ร่วมที่เหลือต้องร่วมกันรับผิดชอบแทน

นี่คือความจริงที่ควรตระหนักรู้: คุณไม่ได้แค่ร่วม 'เงินกู้' แต่คุณกำลังร่วม 'ความมั่นคงทางการเงินในอนาคต' ของเพื่อนร่วมสัญญาของคุณด้วย

๔. เจ้าหนี้ก็ "ร่วม" ได้: มุมกลับที่คุณอาจไม่รู้

สถานะ "ร่วม" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝั่งลูกหนี้เท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นกับฝั่งเจ้าหนี้ได้เช่นกัน หรือที่เรียกว่า "เจ้าหนี้ร่วม" ซึ่งหมายถึงบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมีสิทธิเรียกร้องในหนี้ก้อนเดียวกัน

หลักการสำคัญของเจ้าหนี้ร่วมคือ ลูกหนี้สามารถเลือกที่จะชำระหนี้ทั้งหมดให้แก่เจ้าหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งก็ได้ และเมื่อชำระไปแล้ว หนี้จำนวนนั้นถือเป็นอันระงับไป ลูกหนี้ไม่ต้องไปตามชำระกับเจ้าหนี้ร่วมคนอื่นอีก นี่เป็นการสร้างความสะดวกให้ลูกหนี้อย่างมาก เพราะลูกหนี้สามารถเลือกชำระกับเจ้าหนี้ร่วมคนที่ติดต่อได้ง่ายที่สุดหรืออยู่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องวุ่นวายติดต่อทุกคน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๒๖/๒๕๒๖ คือ กรณีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยเมื่อลูกจ้างเสียชีวิต ทายาทของผู้เสียชีวิตจะอยู่ในสถานะ "เจ้าหนี้ร่วม" ดังนั้น ทายาทเพียงคนเดียวสามารถเรียกร้องค่าชดเชยทั้งหมดจากนายจ้างได้ โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาทคนอื่นก่อน และเมื่อนายจ้างจ่ายให้ทายาทคนนั้นแล้ว ก็ถือว่าหนี้ค่าชดเชยได้ระงับไป

๕. เจ้าหนี้ "ปลดหนี้" ให้คนหนึ่ง...อาจไม่ใช่ข่าวดีสำหรับคนที่เหลือ

ในบางกรณี เจ้าหนี้อาจตกลงที่จะ "ปลดหนี้" ให้กับลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่ง ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่ผลทางกฎหมายกลับไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับลูกหนี้ที่เหลืออยู่

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๙๖ วรรคท้าย เมื่อเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ลูกหนี้ร่วมคนหนึ่ง ส่วนที่ลูกหนี้คนนั้นควรจะต้องชำระจะ "ตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้ไป" คำว่า 'ตกเป็นพับแก่เจ้าหนี้' ให้แปลง่ายๆ ว่า 'เป็นส่วนที่เจ้าหนี้ยอมขาดทุนเอง' โดยไม่ส่งผลกระทบถึงส่วนของลูกหนี้ที่เหลือ

ลองจินตนาการ ก, ข, และ ค เป็นหนี้ร่วม ๙๐,๐๐๐ บาท (รับผิดชอบคนละ ๓๐,๐๐๐ บาท) หากเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้นาย ก, ส่วนของนาย ก จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาทนั้นจะ 'ตกเป็นพับ' ไป นั่นหมายความว่าเจ้าหนี้จะเก็บหนี้ได้สูงสุดแค่ ๖๐,๐๐๐ บาทที่เหลือ แต่ ข และ ค ไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย ทั้งสองยังคงต้องรับผิดชอบส่วนของตัวเองเต็มจำนวนคือคนละ ๓๐,๐๐๐ บาทเท่าเดิม ไม่ใช่การนำหนี้ ๙๐,๐๐๐ บาทมาหารสอง

นี่เป็นประเด็นทางกฎหมายที่ซับซ้อนและแสดงให้เห็นว่า การปลดหนี้ให้คนหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงการลดภาระให้แก่คนที่เหลือเสมอไป

ท้ายที่สุด "หนี้ร่วม" คือการที่คุณต้องรับผิดชอบไม่เพียงแค่ตัวเลขในสัญญา แต่ยังรวมถึงความไม่แน่นอนในชีวิตของคนอื่นด้วย การทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่จะผูกพันตัวเองกับภาระทางการเงินของใคร เมื่อเข้าใจความรับผิดชอบที่แท้จริงแล้ว คุณจะมองการลงชื่อในสัญญา "ร่วม" กับใครสักคนเปลี่ยนไปหรือไม่?

ข้อควรทราบ: การค้ำประกัน (Suretyship) ไม่ถือเป็นลูกหนี้ร่วม


To Top
ริบบิ้นไว้อาลัยสีดำ